พัฒนาในสายตาของฉัน

รัตนา โตสกุล

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์ กทม.


ภาพในวันวาน

หยิบรูปภาพในอดีตของอาจารย์พัฒนา กิติอาษา หรือ อู๋ ขึ้นมาดู เป็นภาพอู๋ออกชนบทกับเพื่อนๆ แล้วชวนให้ย้อนนึกไปถึงเมื่อปี พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นปีแรกที่ฉันเริ่มรับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รู้จักกับอู๋ และเพื่อนๆนักศึกษา ทั้งที่เป็นรุ่นพี่และรุ่นน้องๆของอู๋ ในช่วงนั้น อู๋เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา พัฒนาชุมชน (community development) รุ่น 2 เรียกกันย่อๆ ว่า ซีดี 2 สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นักศึกษาสาขานี้ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ภาพที่ยังจำได้ติดตา คือ อู๋เป็นคนเรียนเก่ง ชอบการถกเถียงทางวิชาการ ชอบจดบันทึกอย่างละเอียด เปิดกว้าง ยามโต้กลับ อู๋มีทีท่านิ่มๆ สุภาพ ไม่ก้าวร้าว แต่หนักแน่นด้วยเหตุผลและตัวอย่างประกอบที่น่ารับฟังยิ่ง มีศักยภาพสูงในการเรียนรู้และประสานความคิดสู่การปฏิบัติ อู๋เป็นคนรักเพื่อนๆ และเป็นคนที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวซีดีรัก เกรงใจ และนับถือ เนื่องจากเป็นคนเก่งทั้งการเรียนและการทำกิจกรรมทางสังคม มีบุคลิกท่าทีอ่อนน้อม ถ่อมตน เรียนรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ รับผิดชอบงาน ชอบช่วยเหลือคนอื่น อาสาแบกภาระงานส่วนรวม ไม่ทำงานแบบเอาหน้า ฉาบฉวย ทำงานจริง เป็นคนนิ่ง สุขุม มีอารมณ์ขัน มีความเป็นลูกอีสานสูง ชอบเล่นกีตาร์ ร้องเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นที่ถูกใจของบรรดานักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมทางสังคมในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง ด้วยองค์ประกอบพิเศษหลายๆ อย่างที่มีอยู่ในตัวเขา ทำให้อู๋เป็นนักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่เรียกได้ว่ามีศักยภาพสูงในฐานะที่เป็นปัญญาชนแกนนำมวลชนที่เป็นนักศึกษาในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

อยู่ที่ไหน ยังประโยชน์ที่นั่น

ในช่วงเวลาสี่ปีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น อู๋เป็นหนึ่งในแกนนำนักศึกษาคนสำคัญที่ร่วมบุกเบิกและขับเคลื่อนงานอาสาพัฒนาชนบทภายใต้ชมรมนักศึกษา ที่มีชื่อเรียกว่า ชุมนุมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา หรือ ชนพ. ชมรมนี้ในสายตาของผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่เคยมาบ่นให้ฟังว่า เป็นที่รวมของพวกนักศึกษาหัวแข็ง ไร้ระเบียบ แต่งตัวปอนๆ กินเหล้ากันไปวันๆ เฮฮา ไร้สาระ เป็นที่ซ่องสุมของนักศึกษาที่ไม่รับผิดชอบต่อการเรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ภาพที่ฉันได้สัมผัสดูออกจะแตกต่างไปจากภาพที่ปรากฏแต่เพียงผิวหน้า

ในยุคนั้น หากใครเดินผ่านหน้า ชนพ. คงต้องสะดุดตากับกระต๊อบเล็กๆ ที่ดูไม่ค่อยมั่นคงแข็งแรงนัก ทำจากไม้ไผ่มีหลังคามุงจากแบบง่ายๆ มีที่นั่งทำด้วยไม้สองด้าน ไม่มีฝาผนังใดๆ ทั้งสิ้น เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสบายๆ เป็นผลงานความคิดสร้างสรรค์ของบรรดานักศึกษาที่เป็นสมาชิก ชนพ. ที่ช่วยกันสร้างขึ้นตามทรัพยากรที่พอจะหามาได้ กระต๊อบนี้เป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตรวมหมู่ที่สำคัญของชาวชนพ. สิ่งก่อสร้างนี้สะท้อนความเรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ความเป็นกันเองของผู้คนในวัฒนธรรมไทลาว ความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชาวชนพ.ใช้กระต๊อบนี้เป็นศูนย์กลางของการติดต่อประสานงาน เป็นที่ที่นักศึกษาซีดี และสมาชิก ชนพ. แวะเวียนมาทักทายกัน มาส่งข่าวถึงกัน เล่นดนตรี ดีดกีตาร์ เป่าขลุ่ยกันแบบสบายๆ หรือ หากมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การงาน และการเรียน กระต๊อบน้อยแห่งนี้ดูจะเป็นแหล่งพักพิงให้นักศึกษาซีดีและอื่นๆที่มาเรียนไกลบ้านได้ใช้เป็นที่ผ่อนคลายความเครียด ความกังวล ได้เห็นหน้าเพื่อนๆ พุดคุยเย้าแหย่กันก็ช่วยบรรเทาความทุกข์ต่างๆไปไม่น้อย นักศึกษาในสมัยนั้นส่วนใหญ่ชอบมานั่งเล่นที่นี่ มาคุยกัน มาทำอาหารอีสานแบบง่ายๆกินกันยามที่เงินที่ได้รับจากทางบ้านหร่อยหรอลงหรือขาดแคลน กระต๊อบน้อยกลายเป็นจุดเชื่อมประสานที่สำคัญของนักศึกษาซีดีในยุคนั้น หรือในบางครั้ง อาจารย์ในภาควิชาจะตามหานักศึกษา หรือส่งข่าวให้นักศึกษาซีดีทราบ ก็จะพากันมาฝากข่าว และข้อความไว้ที่กระต๊อบน้อยนี้

นักศึกษาที่เป็นสมาชิก ชนพ. ที่มีภาพลักษณ์เป็นแบบเสรีชน ออกแนวฮิปปี้นิดๆ จัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อู๋เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมกับอีกหลายคน คณะกรรมการ ชนพ. นิยมเชิญวิทยากรทั้งที่เป็นนักวิชาการและนักกิจกรรมสังคมมาให้ข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับชนบทให้สมาชิกชนพ. และผู้สนใจรับฟัง ที่ ชนพ. บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่งฉันได้รับเชิญให้ไปนำเสนอมุมมองในเรื่องประวัติศาสตร์วิภาษวิธีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง ในเวลานั้นแนวทางการศึกษาลักษณะนี้ดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับสมาชิก ชนพ. ทั้งนี้เนื่องจากกระแสของแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนยังครองพื้นที่หลักในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงชนบทในระดับจุลภาคค่อนข้างมาก ในช่วงนั้น ฉันรู้สึกว่า อู๋มีความคิดแบบมนุษยนิยมมาก และค่อนข้างเป็นคนช่างฝัน ภายหลังการเสวนาในครั้งนั้น และอีกหลายครั้งต่อมาในชั้นเรียน พบว่า อู๋ และบรรดานักศึกษาซีดีหลายคนได้ไปค้นคว้าอ่านเพิ่มเติม เนื่องจากอู๋ และเพื่อนๆหลายคนเป็นคนเรียนรู้ไว พวกเขาสามารถยกระดับข้อมูลสนามไปสู่การสร้างข้อสรุปที่เป็นนามธรรมได้เป็นอย่างดี พวกเขาออกชนบทภาคอีสานบ่อยๆ มีโอกาสนำแนวทฤษฎีไปตรวจสอบกับปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในภาคสนาม พวกเขาไปร่วมฝึกงานและเป็นอาสาสมัครให้กับองค์กรพัฒนาชนบทเป็นจำนวนมากภาคอีสาน ฉันรู้สึกว่า อู๋และเพื่อนๆนักศึกษาซีดีมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ทางสังคมศาสตร์ที่ไวมาก น่าชื่นชม พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจและเป็นกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้ฉันมีความสุขกับการทำงานในอาชีพของคนสอนหนังสือ ฉันมีความสุขที่ได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆเติบโตเป็นกล้าไม้ และเป็นไม้ใหญ่ที่กล้าแข็ง หยั่งรากลึก แผ่กิ่งก้านใบให้ร่มเงาแก่ผู้คน ฉันได้เรียนรู้จากกล้าไม้และต้นไม้เหล่านี้มากมาย

ในยุคนั้น พวกเขาทำกิจกรรมทางวิชาการอย่างเข้มข้น เอาจริงบ้าง สนุกบ้าง เล่นดนตรีบ้าง กินเหล้าบ้าง แต่โดยรวมพวกเขาก็รับผิดชอบในกิจการงานต่างๆ ตามวิถีทางในแบบฉบับของพวกเขา พวกเขาเป็นเสรีชนที่กำลังแสวงหาความหมายของการมีชีวิตและการดำเนินชีวิตในอุดมคติของพวกเขาที่ปรับไปตามสภาพแวดล้อมเงื่อนไขต่างๆโดยยังมีแกนหลักบางตัวที่ยึดโยงในจิตใจของเขา เฉกเช่น อู๋ และนักศึกษาซีดี ชาว ชนพ. หลายคน ทุกวันนี้ แม้จะเจริญด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และความรับผิดชอบในชีวิตส่วนตัวและการงานที่มากขึ้น แต่ความเป็นนักล่าฝันที่คิดถึงสังคมส่วนรวมของพวกเขาก็ยังไม่ได้เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง

หลังจากเรียนจบสี่ปีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น อู๋สนใจวิชาทางมานุษยวิทยามากขึ้น และได้ทำงานร่วมกับ อาจารย์ สุริยา สมุทคุปติ์ ได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์อย่างเข้มข้นในด้านวิธีวิทยาทางมานุษยวิทยา ภายหลังอู๋ได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่ฟิลิปปินส์ ที่ญี่ปุ่นช่วงสั้นๆ และท้ายที่สุดที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงก่อนที่อู๋จะไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก อู๋ได้ทำงานวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยาร่วมกับอาจารย์สุริยาและคณะวิจัยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่อาจารย์สุริยาได้ย้ายไปสอนที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่นครราชสีมา และภายหลัง เมื่ออู๋สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ก็ได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนประจำอยู่ที่นั่นด้วย

กล่าวได้ว่า ทั้งอู๋และอาจารย์สุริยาทำวิจัยโดยไม่คำนึงว่าต้องได้รับทุนวิจัยหรือไม่ ทั้งคู่ทำงานวิจัยสนามตามหลักและวิธีวิทยาทางมานุษยวิทยา สนุกกับการทำงานด้วยใจ ทำงานตามแบบฉบับของคนล่าฝัน ทั้งคู่ได้เปิดพื้นที่สร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเรียนรู้และทำงานวิจัยทางมานุษยวิทยา ในช่วงเวลาดังกล่าว อู๋พัฒนาการเรียนรู้และมีความเข้มแข็งทางวิชาการด้านมานุษยวิทยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมาโดยลำดับ คณะวิจัยนำโดยอู๋และอาจารย์สุริยาได้ร่วมกันผลิตงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาเกี่ยวกับชีวิตผู้คนทางสังคมวัฒนธรรมจากภาคอีสานออกมาจำนวนมาก แวดวงทางวิชาการมานุษยวิทยาก็ได้เรียนรู้จากงานของคณะวิจัยกลุ่มนี้ไม่น้อย เนื้อหาผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นชนบทอีสานในหลากหลายมิติ เช่น ด้านศาสนา ความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรมร่วมสมัย ชีวิตคนพลัดถิ่น ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ อู๋ทำงานทางวิชาการอย่างหนักมาโดยตลอดในการถ่ายทอดชีวิตทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คนในวัฒนธรรมไทลาวออกสู่โลกกว้างในทางวิชาการ

ภายหลังอู๋ได้ตัดสินใจทำตามความฝันของเขาอีกครั้งหนึ่งด้วยการลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและไปสมัครงานเป็นอาจารย์ในเวทีสากล เพื่อเปิดโลกทางวิชาการด้านมานุษยวิทยาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การทำงานในเวทีสากลเป็นเรื่องยากเพราะมีการแข่งขันสูง ในที่สุดอู๋ก็ได้ทำงานสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore, NUS) ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนำในเอเชียอาคเนย์ ที่นี่ อู๋ได้ผลิตงานทางวิชาการทั้งในด้านการนำเสนอในเวทีประชุมนานาชาติและการตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนำนักศึกษาต่างชาติมาศึกษางานภาคสนามในประเทศไทยและในบางประเทศของเอเชียอาคเนย์ อู๋ยังได้ประสานกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นส่งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์มาเรียนภาษาและวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำงานทางวิชาการและทุ่มเทให้กับการจัดการเรียนการสอนอย่างหนักแล้ว อู๋ยังแบ่งเวลาวันหยุดไปทำงานอาสาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับแรงงานอพยพจากเมืองไทยในสิงคโปร์ แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากอีสาน อู๋ได้ไปคลุกคลีทำงานวิจัยเกี่ยวกับชีวิตคนข้ามแดนกับกลุ่มแรงงานอพยพเหล่านี้ อู๋ยังได้สนับสนุนให้แรงงานอีสานอพยพเขียนถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนเองและจัดพิมพ์รวมเล่มเผยแพร่ให้สาธารณชนได้เรียนรู้เจ้าใจชีวิตทางสังคมวัฒนธรรมของแรงงานอพยพเหล่านี้ รวมทั้งจัดกิจกรรมทางสังคมต่างๆร่วมกันที่เป็นประโยชน์แก่แรงงานอพยพ และการเชื่อมโยงแรงงานอพยพกับสถานฑูตไทยในสิงคโปร์ เพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลือแรงงานอพยพในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อู๋เองก็รู้สึกว่า ตัวเองและครอบครัวก็เป็นคนพลัดถิ่นจากอีสานด้วย ที่ต้องมาอยู่ไกลบ้าน มาต่อสู้ดิ้นรนในสิงคโปร์ ด้วยเหตุนี้ อู๋จึงมีอารมณ์ ความรู้สึกที่ร่วมชะตากรรมกับแรงงานอพยพจากอีสานไม่น้อย แม้ว่าตัวเองจะเป็นแรงงานอพยพที่ไม่ได้ใช้แรงงานในการทำงานก็ตาม

ดูเหมือนว่า ตลอดชีวิต อู๋ไม่เคยหยุดนิ่งกับการทำงานทางวิชาการ และงานกิจกรรมทางสังคมที่ยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้ของตนเองในทางวิชาการและทางสังคมไปพร้อมๆกันด้วย อู๋เป็นนักมานุษยวิทยาที่ค่อนข้างติดดิน มีฐานทางวัฒนธรรมผูกติดกับวัฒนธรรมไทลาวในภาคอีสานซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และสามารถเชื่อมโยงหรือสนทนากับมุมมองทางวิชาการในระดับสากลได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งสองด้านทำให้ผลงานทางวิชาการของอู๋เป็นที่ยอมรับไม่ใช่เฉพาะในระดับประเทศไทย แต่ในเวทีเอเชียอาคเนย์ศึกษา งานวิชาการด้านมานุษยวิทยาของอู๋ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

ศิษย์ผู้กลายมาเป็นเพื่อน / ครู

ภาพอู๋ที่เมืองซีแอตเติ้ลทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่อู๋ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เราได้พบกันอีก เพราะเรียนที่สถาบันเดียวกัน สาขามานุษยวิทยาสังคมวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน รวมทั้งมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนเดียวกัน คือ อาจารย์ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ (Charles F. Keyes) หรืออาจารย์ บิ๊ฟ ฉันอยู่ในช่วงท้ายของการศึกษา อยู่ในระหว่างการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ส่วนอู๋กำลังเริ่มเรียนวิชาบังคับและวิชาเลือกในช่วงต้นของการศึกษา ในช่วงนี้ ฉันได้มีโอกาสทำความรู้จักคนใกล้ชิดอู๋เพิ่มขึ้น คือ ตุ๊กตา (รุ่งนภา) ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมคณะเดียวกันกับอู๋ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรียนวิชาเอกสาขาภาษาอังกฤษ อู๋โชคดีได้คู่ชีวิตแบบตุ๊กตา ผู้หญิงที่มีจิตใจดี เข้มแข็ง เป็นกำลังใจ และสนับสนุนให้อู๋ได้ดำเนินชีวิตตามฝันของเขามาโดยตลอด ทั้งคู่แต่งงานกันที่เมืองไทย และเดินทางมาสหรัฐอเมริกาด้วยกัน และอีกไม่นาน ทั้งคู่ก็ได้สมาชิกครอบครัวเพิ่มเป็นลูกสาวชื่อ น่านระวี หรือ น้องน่าน เกิดที่สหรัฐอเมริกา ส่วนลูกคนที่สองเป็นผู้ชาย ชื่อ แทนธรรม หรือน้องแทน มาพบกันอีกครั้ง เมื่อปลายเดือนมกราคม ในปี พ.ศ.2556 ทั้งน่านและแทนเติบโตเป็นวัยรุ่นแล้ว อีกประมาณ 3-4 ปี ทั้งคู่ก็จะเรียนจบมัธยมปลายที่สิงคโปร์ ครอบครัวอู๋เป็นครอบครัวที่สมาชิกมีความกลมกลืน ผูกพัน และช่วยเหลือกันดี อู๋เคยเล่าว่า ทั้งตุ๊กตา น่าน และ แทน เป็นกำลังใจสำคัญให้เขาในยามเหนื่อย ท้อแท้ และผิดหวังในบางเรื่อง ทำให้เขามีกำลังใจที่จะทำงานทางวิชาการต่อไป

ในการเจอกันที่สหรัฐอเมริกาประมาณปี พ.ศ.2538-2540 ฉันรู้สึกว่า อู๋เป็นอภิชาตศิษย์อย่างยิ่ง ฉันได้เรียนรู้จากอู๋มากขึ้นผ่านตัวตนและผลงานทางวิชาการของเขา อู๋ได้กลายมาเป็นเพื่อนรุ่นน้องทางวิชาการที่เฉียบคม มีหลายประเด็นที่ฉันติดขัดในทางวิชาการ เขียนวิทยานิพนธ์ไม่ออก ยกประเด็นมาคุยกับอู๋ อู๋ไม่ลังเลที่จะช่วยคิด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างแข็งขัน แล้วก็มักจบท้ายด้วยการรับประทานอาหารพื้นบ้านอีสานกัน ประเภทส้มตำปลาร้า ลาบหมู ผัดผัก ต้มซุปไก่ หรือ ปลา ข้าวเหนียวนึ่ง อู๋ไม่ค่อยดื่มมากนัก เพราะแพ้เบียร์ ดื่มไวน์ได้นิดหน่อย

กล่าวได้ว่า ครอบครัวอู๋ที่ซีแอตเติ้ลเป็นเสมือนรอยต่อเชื่อมระหว่างโลกวัฒนธรรมไทลาวจากภาคอีสานกับวัฒนธรรมจากกระแสโลกาภิวัตน์ให้กับนักเรียนไทยหลายคนที่นั่น ยามอยากกินอาหารอีสานแบบพื้นบ้านขนานแท้ อยากถกเถียงแลกเปลี่ยนมุมมองในทางวิชาการทีเกี่ยวข้องกับอีสาน นักเรียนไทยและต่างประเทศที่นั่นที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเมืองไทยก็จะแวะเวียนมาหาอู๋ นึกๆ ไป ภาพกระต๊อบน้อยของ ชนพ. ก็หวนคืนมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง ที่พักครอบครัวอู๋ก็ไม่ต่างไปจากกระต๊อบน้อย ชนพ. คนอย่างอู๋ไปอยู่ไหน ก็สร้างพื้นที่กิจกรรมทางวิชาการและทางสังคมอยู่ตลอดเวลา

ภาพสุดท้าย

ภาพสุดท้ายที่หยิบมาดูเป็นภาพอู๋ยิ้มสดใสในมือถือช่อดอกไม้หลากสีงดงาม เป็นภาพสุดท้ายของอู๋ที่ฉันได้เห็น เป็นภาพที่เราพบกันอีก เมื่อวันที่ 22 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 ที่โครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อู๋มาบรรยายหัวข้อ “ทำไมสิงคโปร์จึงไม่ต้องการวิชามานุษยวิทยา” วันนั้น อู๋ดูผ่ายผอมลงแต่ก็ยังแข็งแรง อู๋เล่าว่า ผ่านการบำบัดรักษาโรคมะเร็งในตับอ่อนด้วยคีโมมาแล้วสองรอบ ดูเหมือนว่า ร่างกายของเขาตอบสนองต่อสารเคมีด้วยดี อู๋ยังเล่าด้วยเสียงสดใสว่า มากรุงเทพฯคราวนี้ ผมวิ่งรอบสนามบอลศุภชลาศัยหนึ่งรอบเลยนะ วันนั้น ฉันดีใจ เป็นข่าวดีหลังจากที่ได้รับข่าวไม่ดีเกี่ยวกับสุขภาพของอู๋มาระยะหนึ่ง อู๋เล่าว่า ตอนนี้สบายใจเรื่องลูกๆ แล้ว เพราะตุ๊กตาได้งานประจำเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และลูกๆ ก็เป็นเด็กฉลาด เรียนหนังสือเก่ง มีความคิด มีความรับผิดชอบ เป็นตัวของตัวเองดี ตอนแรกๆ อู๋เล่าว่าทำใจไม่ได้ที่จะยอมรับว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย เมื่อทราบข่าวในตอนต้น อู๋เล่าว่า “ผมช็อคสุดขีด ผมรับไม่ได้ ผมเฝ้าถามตนเองซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลาว่า ‘ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม why me?’ แต่ในที่สุดก็ได้อาศัยหลักธรรมช่วยเยียวยาจิตใจ ทำใจให้สงบ ทำใจให้นิ่ง ยอมรับสภาวะธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เราที่ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏจักรของการเกิด แก่ เจ็บ และตาย…” จนอู๋ได้คิดว่าต้องตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ว่า “why can’t it be me? ทำไมมันจะเกิดกับผมไม่ได้ล่ะ?”

อู๋ จากไปแล้ว เมื่อตอนเช้าตรู่ประมาณตีสาม ของวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2556 ด้วยวัยหนุ่มเพียง 45 ปี พร้อมๆ กับทิ้งผลงานทางวิชาการมากมายไว้เป็นอนุสรณ์ให้กับวงการมนุษยวิทยาไทยและเอเชียอาคเนย์ศึกษา ทิ้งคนที่รักและห่วงใยทั้งที่เป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวซีดี ชาวชนพ. เพื่อนๆ ในวงวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเพื่อนๆที่เป็นชาวบ้านชนบทในภาคอีสาน และแรงงานอพยพจากอีสานในสิงคโปร์ เป็นจำนวนมากไว้เบื้องหลัง ชีวิตของอู๋เป็นตัวอย่างของคนล่าฝันที่ไม่เคยย่อท้อต่อการทำความฝันของเขาให้เป็นจริง และยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นในทุกที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วย

อำลา และอาลัย

พี่แดง / อาจารย์แดง
2 กุมภาพันธ์ 2556

Copyright © 2017. All rights reserved.