สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม

TQF

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) กับวิกฤตมหาวิทยาลัยไทย

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ อันเป็นหน่ออ่อนทางความคิดมาตั้งแต่ปี 2542 และปรากฎผลในทางรูปธรรมนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นกับการบริหารอุดมศึกษาไทย การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี 2546 ติดตามมาด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อสร้างและควบคุมมาตรฐานของอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อควบคุมกำกับนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับอุดมศึกษา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางและเป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2552 สกอ.ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้น โดยคัดเลือก “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” จำนวน 9 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาแนวหน้าในโครงการดังกล่าว นโยบายนี้ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ไม่เพียงบีบให้มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันเองเพื่อพยายามถีบตนให้อยู่ในแถวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อธำรงรักษา “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” เหนือกว่าผู้อื่น หากแต่ยังได้ผลักดันให้อุดมศึกษาไทยต้องแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งของชื่อเสียงของตนเองในระดับสากล

ทิศทางการแข่งขันอันเข้มข้น ได้ดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มแรงกดดันในการประเมินการทำงาน และผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักมาในคำพูดสวยหรูว่าด้วย “การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา” คำย่อต่างๆถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” และแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด (Indicator) และ Impact Factor มีการมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆนอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินในแนวทางที่ตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจมากที่สุด การกรอกรายงานการประเมินการทำงานและจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อย ให้กับหน่วยงานเหล่านี้ ปีละหลายครั้ง หลายรอบ ได้กลายเป็นงานที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ที่สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อยไปกว่าการทำงานสอนและวิจัย ล่าสุด สกอ.ได้มีการประกาศใช้เครื่องมืออันใหม่ เรียกว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Thailand Qualification Framework หรือ TQF) เพื่อใช้ในการ “ประกันคุณภาพการศึกษา และเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถเทียบเคียงคุณวุฒิกับนานาชาติได้”

สกอ.นั้นได้บรรยายสรรพคุณของ TQF ไว้อย่างสวยหรูนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและประกันคุณภาพและมาตรฐานการวัดการศึกษา อันเน้นการวัดผลการเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นสำคัญ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต และสร้างหลักประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน ตลอดจนพัฒนาให้คุณวุฒิและปริญญาของอุดมศึกษาไทยเป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงได้กับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF นั้นกลับทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ที่ถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชา ผ่านระบบการเขียนรายงาน เครื่องมือดังกล่าว หากมีการนำมาปฏิบัติใช้จริง จะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบุคคลากรในอุดมศึกษา เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องเขียนรายงานและนำเสนอข้อมูลการประเมินให้กับหน่วยงานภายนอก แต่อาจารย์ทุกคนต้องรับภาระนี้เข้าเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยการเขียนรายงานที่มีความถี่มากกว่าการประเมินใดๆที่เคยมีมา เป็นรายงานที่ต้องเขียนในทุกวิชา และในทุกภาคการศึกษา

สกอ. นั้นอ้างว่า TQF จะช่วยสร้างมาตรฐาน (standard) ให้กับอุดมศึกษา และลดระเบียบขั้นตอนการบริหารลง (deregulation) แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF กลับเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นมากมายอย่างสลับซับซ้อน สกอ.ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า มคอ. 1-7 (มาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา 1-7) เพื่อเป็นทั้งข้อผูกมัดให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆปฏิบัติตามแนวทางของ TQF และเป็นทั้งแบบฟอร์มอันเข้มงวดและเต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมากให้กรอกกันถ้วนหน้า สำหรับผู้บริหารหลักสูตรแล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอก มคอ. 1 เพื่อแสดงมาตรฐานในระดับคุณวุฒิ และมคอ. 2 เพื่อแสดงรายละเอียดของหลักสูตร แบบฟอร์มอันหนาเป็นปึกได้รวมเอาข้อมูลทุกอย่างนับแต่โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร ไปจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนและทรัพยากรที่มี อีกทั้งยังต้องระบุตัวชี้วัดความสำเร็จของหลักสูตรเพื่อที่จะได้สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบผลการดำเนินงาน และมคอ. 1 นี้เองที่ถูกใช้เป็นทั้งกรอบสัญญาที่ผูกมัดมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ดำเนินตามระเบียบใหม่ที่กำหนดโดยสกอ. อย่างเคร่งครัด สกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้ และเพื่อให้การควบคุมการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลักสูตรมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตร (มคอ.7) ในทุกปีการศึกษาอีกด้วย

สำหรับอาจารย์แล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอกแบบฟอร์มจำนวนมหาศาล ทั้งมคอ. 3 (รายละเอียดของรายวิชา) มคอ.4 (รายละเอียดของวิชาประสบการณ์ภาคสนาม) มคอ.5 (รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา) และมคอ. 6 (รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม) ซึ่งเป็นรายงานที่ต้องทำในทุกภาคการศึกษา ส่งให้กับผู้บริหารหลักสูตรและมหาวิทยาลัย

ปัญหาสำคัญของ TQF นั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องกรอกกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่กลับเป็นเนื้อหาที่เน้นเทคนิคการจัดการ บนฐานคิดของการเรียนการสอนแบบประถมศึกษา ที่ควบคุมการวางแผนและการเรียนการสอนอย่างยิบย่อย แต่กลับไม่มีที่ใดเลยที่สะท้อนการวัดคุณภาพการศึกษาในเชิงความคิด ปัญญา และความสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา

สกอ.นั้นได้ประดิษฐ์กรอบผลการเรียนรู้ขึ้นมาถึงห้าประเภทใน TQF โดยนอกเหนือจาก ความรู้ ทักษะ และปัญญา อันเป็นกรอบคิดทั่วไปซึ่งใช้กันในระดับสากลแล้ว หลักสูตรต่างๆในไทยถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการเรียนรู้ กรอบดังกล่าวมีความโน้มเอียงทางเทคโนโลยีและวิชาชีพบางด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาวิชาทั่วประเทศ การบังคับใช้กรอบการวัดผลการเรียนรู้โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของสาขาวิชาการของ TQF ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ที่ความรู้และ อิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์จะต้องถูกปิดกั้นและขัดขวางด้วยกรอบที่ขาดความยืดหยุ่น ตายตัว และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาการในด้านนี้

TQF จึงไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน หากแต่เป็นกระบวนการแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้สกอ.จะอ้างว่าการสร้าง TQF ขึ้นมานั้น ก็เพื่อใช้ในการควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้แต่อย่างใด ในการเหวี่ยงแหอย่างเหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของสกอ.ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา การทำงานประเมินที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพอื่นๆ การริดลอนเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามธรรมชาติของสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ การแปรสภาพอาจารย์ให้เป็นดั่งแรงงานผลิตสินค้า ที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบรายงานเฉกเช่นดังการตอกบัตรเข้าโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ล้วนสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ที่พึงมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนาวิชาการที่ตอบสนองต่อสังคมอันแตกต่างและหลากหลาย

นับตั้งแต่การเริ่มประกาศใช้ TQF เป็นต้นมา คำถามที่มีต่อ TQF และบทบาทของสกอ. ได้เริ่มกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงและเคลื่อนไหวในหลายมหาวิทยาลัยที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ คณาจารย์ของบางมหาวิทยาลัย ได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธเครื่องมือพันธนาการชิ้นนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นยังมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงยังไม่สายเกินไปที่สกอ.จะได้ทบทวนตนเอง เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมวิชาการ และยุติการบังคับใช้ TQF เสีย ก่อนที่เครื่องมือดังกล่าว จะกลายเป็นชนวนแห่งวิกฤตอุดมศึกษาไทยขึ้นมาจริงๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *