สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม

research

สถานภาพและอัตลักษณ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาสยาม

ภาพ: ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร

 

เมื่อศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 ที่สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม (SASA) คณาจารย์จาก 10 สถาบันมาร่วมกันถกเพื่อสร้างกรอบของการทบทวนตนเองว่า ตกลงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาสยามมีพัฒนาการมาอย่างไร มีคุณูปการ (และอคุณูปการ?) อย่างไร และได้สร้างความรู้ใหม่อะไรหรือไม่

สถาบันต่างๆ ที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จุฬาฯ ม.เชียงใหม่ ม.ธรรมศาสตร์ ม.มหิดล ม.สงขลานครินทร์ (ปัตตานี) ม.ศิลปากร ม.อุบลราชธานี ศูนย์มานุษยวิทยาฯ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 เราได้แลกเปลี่ยนคร่าวๆ ถึงภาพรวมของสาขาวิชาทั้งสองในสถาบันต่างๆ ภาพที่ได้คราวนั้นได้แก่

(1) ในแง่ประวัติศาสตร์ สาขาวิชาทั้งสองเกิด เติบโต และเปลี่ยนแปลงอย่างสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ยุคหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ หลายๆ สถาบันเกิดขึ้นมาจากผลพวกของสงครามเย็น แต่เมื่อสังคมไทยพัฒนาไป สาขาวิชาทั้งสองตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นมากขึ้น ยืนอยู่ข้าง “ผู้ถูกละเลยเพิกเฉย” (คำของ ดร.จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง) มากขึ้นเรื่อยๆ

(2) ความชำนาญเฉพาะด้านของแต่ละสถาบัน ในด้านหนึ่ง แต่ละสถาบันพยายามก้าวสู่ความเป็นสากล แต่อีกด้านหนึ่งก็พยายามตอบโจทย์เฉพาะของสังคมไทย อย่างไรก็ดี บางสถาบันกลับเน้นทางด้านทฤษฎีและวิธีวิทยาสากล ขณะที่บางสถาบันที่เน้นตอบโจทย์เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาสังคมไทย

(3) ความเป็นสหวิทยาการของสาขาวิชาทั้งสองในสถาบันต่างๆ ที่ไม่ได้แยกสองสาขาจากกันอย่างชัดเจน และพร้อมที่จะผสมผสานความรู้นอกสาขาเข้ามาในการศึกษาทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

(4) การปรับตัวเฉพาะถิ่น ที่สอดคล้องกับโจทย์เฉพาะของแต่ละสถาบัน เช่น สาถบันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประเด็นด้านทรัพยากร ก็มักจะเน้นศึกษาด้านนั้น หรือสถาบันที่ก่อตั้งมาด้วยทุนก่อตั้งที่ต้องผูกพันกับการศึกษาชุมชนใด ก็จะสานต่อการศึกษาชุมชนนั้น แต่ในกรณีธรรมศาสตร์ ที่ผ่านมายังไม่มีความผูกพันกับชุมชน

(5) การเป็นวิชาการที่เน้นการเป็นวิชาชีพด้วย สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไทยจึงปรับใช้กับการตอบโจทย์เชิงปฏิบัติการ โจทย์ทางสังคม มากกว่าโจทย์เชิงวิชาการล้วนๆ มากกว่าวิชาการบริสุทธิ์

ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 สค. มีประเด็นที่ควรกล่าวในที่นี้คือ

คณะผู้วิจัยตั้งเป้าหมายปลายทางร่วมกันว่า นอกจากจะตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละสถาบันเพื่อการพัฒนาความรู้และการเรียนการสอนของแต่ละแห่งแล้ว ยังจะตอบโจทย์ร่วมที่สำคัญ 2 ประการคือ

– เพื่อเข้าใจอัตลักษณ์ร่วมของวิชาการด้านนี้ในสังคมไทย

– เพื่อนำไปสู่การสร้างกรอบมาตรฐานความรู้ของทั้งสองสาขาเอง อย่างเป็นอิสระและสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของสังคมไทยปัจจุบัน

คณะผู้วิจัยได้ให้ความเชื่อมั่นว่า แต่ละสถาบันที่ตนสังกัดสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ บางสถาบัน แม้ว่าทุนวิจัยจะจำกัด แต่เนื่องจากเห็นประโยชน์ของการวิจัยครั้งนี้ แต่ละปัจเจกอาจารย์จึงจะร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำ

อาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุลเสนอว่า เราควรทำวิจัยนี้จากล่างขึ้นบน ไม่ควรให้ผู้บริหารแต่ละสถาบันเป็นคนสั่งการลงมา แบบนี้จะสะท้อนภาพความจริงมากกว่า สอดคล้องความต้องการเรามากกว่า

คณะผู้วิจัยร่วมกันสร้างกรอบการศึกษา โดยกำหนดว่าจะศึกษาพัฒนาการ คุณูปการ และความรู้ใหม่อย่างไร ดังที่ปรากฏในภาพ

ได้แต่หวังว่า คณาจารย์ผู้ร่วมอุดมการณ์นี้จะไม่ทดท้อกันไปก่อนว่า ขอบเขตของการศึกษาของเรากว้างขวางเสียเหลือเกิน มีรายละเอียดมากมายเหลือเกิน แน่นอนว่าหลายๆ ประเด็นยังขาดความชัดเจนและขัดแย้งกันเองบ้าง แต่กรอบนี้ก็รอการปรับปรุงเรื่อยๆ จากการแลกเปลี่ยนข้อค้นพบในครั้งต่อๆ ไป

เราจะพบกันอีกครั้งในปลายปี หลังจากแยกย้ายกันไปทำงาน ขอบคุณคณาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมทุกท่านที่สละเวลามา และขอบคุณสถาบันต่างๆ ที่สนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการครั้งสำคัญของสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาครั้งนี้

ยุกติ มุกดาวิจิตร บันทึกเมื่อ 2 กันยายน 2555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *