สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม

events

การก่อตั้งสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม (สสมส, Siamese Association of Sociologists and Anthropologists: SASA)

ยุกติ มุกดาวิจิตร

(อ่านครั้งแรกที่การประชุมเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 10, 12 มีนาคม 2554, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปรับปรุงแก้ไขบางส่วนเพื่อการเผยแพร่ในที่นี้)

ที่จริงผมลำบากใจอยู่เหมือนกันว่ามาพูดเรื่อง การก่อตั้งสมาคมฯในฐานะอะไร เนื่องจากสมาคมฯก็ยังไม่ได้จดทะเบียน จะเรียกว่าเป็นการแนะนำสมาคมฯก็จึงไม่ถูก ครั้นจะเป็นการเชื้อเชิญให้สมัครเป็นสมาชิก สมาคมฯก็ยังไม่เกิดอีก แต่เอาเป็นว่าขอมาเล่าในฐานะหนึ่งในคนที่กำลังเริ่มก่อตั้งสมาคมฯก็แล้วกัน

อย่างไรก็ดี ผมอยากพูดในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อนร่วมสมาคมฯที่มีพื้นฐานของความสนใจทางวิชาการในทำนองเดียวกัน อ่านหนังสือเล่มใกล้ๆ กัน หล่อเลี้ยงตัวเอง ได้รับการปลูกฝัง และเติบโตมาจากแขนงของความรู้ในทำนองเดียวกัน ไม่ใช่พูดในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ เพราะว่าความเป็นสมาคมที่พวกเรากำลังจะร่วมกันสร้างขึ้นมา น่าจะมาจากการที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและคิดถึงการที่พวกเราจะสานต่องานกันไป เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเราจะกำหนดบทบาทกันตามความอาวุโสแต่อย่างใด

ถ้าจะให้พูดอย่างไม่อ้อมค้อม และพูดถึงการก่อตั้งสมาคมอย่างมีบริบท ซึ่งในที่สุดแล้วผมหวังว่าสิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้น่าที่จะได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ คือการที่กลุ่มคนที่คิดจะก่อตั้งสมาคมมองเห็นปัญหาของวงวิชาการไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงวิชาการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอยู่หลายประการด้วยกัน แต่เราก็ยังเห็นว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันระดมความเห็นเพื่อ การก่อตั้งสมาคม

ประการแรก ทำไมไม่แยกเป็นสมาคมของนักสังคมวิทยา และสมาคมของนักมานุษยวิทยา อย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน คำตอบง่ายๆ คือ จากการสำรวจของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เมื่อสองปีที่ผ่านมา พบว่านักวิชาการไทยที่ทำงานทางด้านที่เกี่ยวข้องกับมานุษยวิทยา คือไม่ใช่นักมานุษยวิทยาโดยตรง ในประเทศไทย มีจำนวนไม่กี่ร้อยคน หากนับเฉพาะนักมานุษยวิทยาที่จบการศึกษาทางมานุษยวิทยาและทำงานด้านนี้อยู่ จะมีเพียงร้อยเศษเท่านั้น หากสำรวจนักสังคมวิทยาในกรอบลักษณะเดียวกัน ก็คงมีจำนวนไม่แตกต่างกันนัก และก็น่าจะมีคนที่คาบเกี่ยวกันระหว่างสองสาขาอยู่

ที่เป็นอย่างนี้ก็น่าจะเพราะว่ามันมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ของธรรมชาติของฐานความรู้ที่ทั้งสองสาขามีร่วมกัน แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือการที่ในบริบทของสังคมไทย งานของนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาล้วนเกี่ยวพันกัน เราไม่สามารถแยกกันเด็ดขาดอย่างในยุโรปหรืออเมริกายุคหนึ่งได้ว่า นักสังคมวิทยาจะเน้นศึกษาสังคมเมืองส่วนนักมานุษยวิทยาจะเน้นศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งสองนักของเราทำงานร่วมกันตลอด แน่นอนว่าเรายังคงความแตกต่างกันบ้างในแง่ของวิธีการวิจัย หรือที่พื้นฐานกว่านั้นคือปรัชญาของการศึกษา กล่าวคือ นักสังคมวิทยามักจะมีแนวโน้มค่อนไปทางวิทยาศาสตร์และปฏิฐานนิยมมากกว่า ส่วนนักมานุษยวิทยามักมีแนวโน้มค่อนไปทางมนุษยศาสตร์และการตีความความหมายมากกว่า แต่ในบรรดานักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ไทยร่วมสมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่า สองศาสตร์ คือสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คือศาสตร์ที่สนทนาแลกเปลี่ยยกันมากที่สุด คบหากันมากที่สุด คุยกันรู้เรื่องมากที่สุด

ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่ชอบอยู่ที่เราจะจัดตั้งสมาคมร่วมกัน

ประการต่อมา ในด้านพลังทางสังคม นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทยมีบทบาทในการเป็นปัญญาชนสาธารณะมาโดยตลอด สาขาวิชาทั้งสองไม่เคยแยกขาดตัวเองเป็นหอคอยงาช้างที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมไทย นับตั้งแต่นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยารุ่นแรกเริ่ม อย่างอาจารย์พัทยา สายหู อาจารย์สุเทพ สุนทรเภสัช จนกระทั่งรุ่นต่อๆมาอย่าง อาจารย์บุญสนอง บุญโยทยาน อาจารย์อคิน ระพีพัฒน์ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ อาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ อาจารย์อานันท์ กาญจนพันธ์ุ อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ อาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติ อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์ยศ สันตสมบัติ อาจารย์นลินี ตันธุวนิตย์ อาจารย์ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์นพดล กรรณิการ์แห่งเอแบคโพล จนมาถึงรุ่นที่เป็นผลผลิตของการศึกษาทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอย่างคุณชูวัส ฤกษ์ศิริสุข แห่งประชาไท และคุณธนาพล อิ๋วสกุล แห่งฟ้าเดียวกัน ไม่ว่าจุดยืนทางการเมืองเราจะร่วมหรือต่างกับคนเหล่านี้ พวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่นำเอาความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไปผลักดันประเด็นทางสังคม แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า ความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไม่ได้หลุดลอยแยกขาดจากสังคม

สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม ไม่จำเป็นต้องมีฉันทานุมัติในเรื่องต่างๆ ในทำนองเดียวกันไปเสียทั้งหมด แต่ผมเชื่อและหลายๆคนก็คงจะเห็นพ้องกับผมว่า การรวมตัวกันเป็นสมาคมน่าจะมีส่วนทำให้การผลักดันประเด็นทางสังคม และการถกเถียงกันถึงบทบาทต่อสังคมของความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในสังคมไทยจะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็น่าจะหมายความว่าสังคมจะได้ประโยชน์มากขึ้นจากการมีสมาคม

ประการที่สาม กล่าวในด้านของความแข็งแกร่งทางวิชาการ แม้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัย และแต่ละสถาบันวิจัย จะแสดงบทบาทหลักในการพัฒนาความรู้ที่แข็งแกร่งไปคนละด้าน จนเรียกได้ว่าเกิดความชำนาญหรือจุดเน้นหลักของภาควิชาหรือคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของสถาบันต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะในด้านความรู้ทางทฤษฎี วิธีการวิจัย และพื้นที่วิจัย แต่ในที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแลกเปลี่ยนรวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์กันและกันระหว่างสถาบัน ระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นหนทางเดียวที่เราจะเพิ่มพูนความรู้และลับคมความคิดระหว่างกัน

นอกจากนั้น นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทยยังต้องแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิชาการต่างประเทศ นักวิชาการในภูมิภาคและต่างภูมิภาค ภาคีนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาข้ามรัฐชาติเป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างขึ้นร่วมกัน ถึงที่สุดแล้ว เราควรจะสร้างประชาคมทางวิชาการร่วมกัน เพื่อพัฒนาไม่เพียงความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในขอบเขตของรัฐชาติ แต่จะต้องมุ่งหวังที่จะสร้างความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาให้กับภูมิภาคอุษาคเนย์ และต้องถามคำถามที่ใหญ่กว่านั้นด้วยว่า นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยามจะนำเสนอความรู้อะไรให้กับโลกทั้งใบในที่สุด

แม้ว่าขณะนี้จะมีสถาบันทางวิชาการหลายแห่งที่มีบทบาทในการสร้างประชาคมทางวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันเหล่านั้นล้วนมีเป้าหมาย มีโจทย์หลักเป็นของตนเอง อีกทั้งยังไม่มีความเป็นอิสระทางวิชาการอย่างแท้จริง เนื่องจากยังอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐหรืองค์กรอื่นใดที่มีญัตติเฉพาะของตนเอง การร่วมกันก่อตั้งสมาคมทางวิชาการของนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยา จะเป็นหนทางที่เราจะสร้างประชาคมทางวิชาการที่สามารถกำหนดทิศทางของตนเอง สามารถพัฒนาความรู้ที่เป็นอิสระจากแรงกดดันเชิงสถาบัน อย่างน้อยเราก็น่าจะวาดหวังถึงเสรีภาพทางวิชาการจากสมาคมฯ ได้มากกว่าที่เราแต่ละคนจะวาดหวังจากสถาบันทางวิชาการที่ต่างคนต่างเข้าไปเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในกลไกที่เราต่างไม่สามารถกำหนดแนวทางได้โดยอิสระ

ประการที่สี่ ประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบันคือการกำหนดมาตรฐานวิชาความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ดังที่หลายคนคงพอจะทราบกันอยู่ว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยหน่วยงานที่ชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีชื่อย่อว่าสกอ. มีอำนาจในการกำหนดให้มหาวิทยาลัยจะต้องควบคุมดูแลมาตรฐานการศึกษา อย่างไรก็ดี น่าสงสัยว่ามาตรการต่างๆ ที่สกอ.กำหนดมาหลายอย่างดูจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่ ดูแลมาตรฐานการศึกษาอื่นๆ นอกจากนั้นวิธีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสกอ. ยังน่าสงสัยว่าจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือสร้างมาตรฐานขั้นต่ำ และเพิ่มภาระการทำงานด้านเอกสารให้กับอาจารย์อุดมศึกษามากกว่าหรือไม่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ชวนให้สงสัยว่า ทิศทางการศึกษาโดยรวมของประเทศไทยในภายใต้ระบบการประเมินเชิงคุณภาพซ้ำซ้อน จุกจิก และดูจะไร้ทิศทางนี้ จะนำการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างหลงทิศผิดทางหรือไม่ ตัวอย่างสำคัญที่เราเห็นกันอยู่คือกรอบของ TQF ซึ่งมีรายละเอียดที่ไม่สามารถกล่าวในที่นี้ได้

ที่สำคัญคือ ผมคิดว่าไม่มีนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทยคนไหนต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบมาตรฐานและการควบคุมมาตรฐานทางวิชาการ หากแต่มาตรฐานทางวิชาการของแต่ละสาขาวิชาย่อมมีความแตกต่างกัน ตลอดจนวิธีวัดมาตรฐานทางวิชาการก็ย่อมแตกต่างกันตามธรรชาติของสาขาวิชา ในแง่นี้ สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยามน่าจะมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ในทำนองเดียวกับที่สมาคมวิชาชีพอื่นๆกำลังสร้างกรอบกำหนดมาตรฐานทางวิชาชีพของตนเองอยู่ หากนักสังคมวิทยาและนักมานุษยิวทยาไม่ร่วมกันปกป้องมาตรฐานทางวิชาการของเราเอง ความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาก็จะตกไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และก็จะเป็นการป่วยการที่เราจะมาวาดหวังกันถึงเสรีภาพทางวิชาการและความเป็นเลิศทางวิชาการของสาขาวิชาเรา

ประการที่ห้า แม้ว่าสมาคมฯ จะไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของสมาชิกได้ดุจเดียวกับสหภาพแรงงาน แต่สมาคมฯก็จะสามารถแสดงบทบาทเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการโดยสถาบันหรือรัฐได้ ที่ผ่านมามีกรณีที่นักสังคมวิทยาถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ถูกดำเนินคดีร้ายแรงทั้งที่พวกเขาทำหน้าที่ทางวิชาการ บริการทางวิชาการต่อสังคม ด้วยความที่พวกเขาเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สมาคมฯจะมีบทบาทในการปกป้องเสรีภาพทางวิชาการเหล่านี้อย่างไร สมาคมฯจะทำหน้าที่ในฐานะประชาคมทางวิชาการที่ลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อนร่วมวิชาชีพที่แสดงความเห็นต่อสาธารณะโดยสุจริตใจ เป็นโจทย์สำคัญประการหนึ่งที่เราจะต้องคิดให้ชัดเจนขึ้น หากแต่เราไม่ควรจะปล่อยให้นักสังคมศาสตร์ที่แสดงเสรีภาพทางวิชาการในกรอบของกฎหมายโดยสุจริตจะต้องถูกลิดรอนสิทธินั้นอย่่างไม่ยุติธรรม

แม้ว่าเราจะสามารถอ้างเหตุผลร้อยแปดประการในการจัดตั้งสมาคมฯ แต่ข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่งที่กลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมฯ คำนึงถึงร่วมกันคือ สมาคมฯ จะดำเนินการไปได้อย่างไรหากขาดสถานที่และเงินดำเนินการในชุมชน ในแง่ของสถานที่ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีให้ใช้ที่อยู่ของโครงการบัณฑิตศึกษาที่ตึกสังคมสงเคราะห์เป็นที่ตั้งสมาคมฯ แต่นอกจากนั้น หากสมาคมฯจะทำจดหมายเหตุ จะจัดประชุมประจำปี จะเคลื่อนไหวทางสังคมในนามของสมาคมฯ จะดำเนินกิจการใดๆ ก็ตาม ล้วนจะต้องมีเงินทุนสนับสนุน

ต่อปัญหานี้ สมาชิกเองเป็นส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของการระดมทุน สมาชิกรายปีและสมาชิกประเภทต่่างๆ เช่นสมาชิกอุปถัมภ์ คงมีส่วนสำคัญในฐานะกองทุนที่พวกเราจะเป็นผู้สนับสนุนตนเอง แน่นอนว่านอกจากจะสามารถมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของสมาคมฯแล้ว สมาชิกจะต้องได้รับสิทธิของการเป็นสมาชิก เช่น การได้รับจดหมายข่าวของสมาคมฯ การได้รับวารสารของสมาคมฯ และการได้ร่วมประชุมประจำปีของสมาคมฯ สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยามจะต้องสร้างวัฒนธรรมของการร่วมไม้ร่วมมือกัน ไม่ว่าจะในลักษณะของการทอดผ้าป่าหรือการบริจาคทานเพื่อพัฒนาวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

แต่นอกจากระดมทุนจากสมาชิกแล้ว การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการของสมาคมฯ ยังต้องแสวงหาการสนับสนุนจากหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้ภาควิชาหรือคณะในสถาบันต่างๆ นำเอากิจกรรมของสมาคมฯเข้าไปอยู่ในขอบเขตงานหรือแม้แต่ในยุทธศาสตร์ของภาควิชาหรือคณะที่แต่ละคนสังกัดอยู่ คณะและภาควิชาต่างๆ จึงมีส่วนในการสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมฯได้

อีกส่วนหนึ่งที่สามารถระดมทุนได้คือ การขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากสถาบันวิจัยที่ให้ทุนจัดกิจกรรมทางวิชาการ หรือยิ่งกว่านั้นคือ การที่สมาคมฯ จะต้องหาทุนสนับสนุนจากมูลนิธิต่างๆ แหล่งทุนสองแหล่งหลังนี้จะต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิและบรรดาอาจารย์ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่เป็นที่ยอมรับนับถือทางสังคม ให้ความช่วยเหลือในการระดมทุน แน่นอนว่าเราจะต้องแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่า ความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจะต้องก้าวหน้าให้ทันและต้องสามารถนำโลกได้ สังคมจึงจะให้การสนับสนุนสมาคมฯได้อย่างมั่นใจ

อันที่จริงการริเริ่มที่จะก่อตั้งสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาในประเทศไทยมีมาหลายต่อหลายครั้ง แถมที่จริงมีสมาคมสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาตั้งอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ในที่สุดแล้วกิจกรรมของสมาคมดังกล่าวไม่ได้ดำเนินไปในแนวทางพัฒนา ความก้าวหน้าทางวิชาการและการบริการสังคม กลับจะกลายเป็นกิจกรรมของสมาคมฯ ในลักษณะสมาคมศิษย์เก่ามากกว่า

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 และเมื่อคืนวานคือวันที่ 11 มีนาคม 2554 นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาจำนวนหนึ่ง ทั้งจากมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอาจารย์อานันท์ กาญจนพันธ์ุ อาจารย์พรชัย ตระกูลวรานนท์ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา อาจารย์นลินี ตันธุวนิตย์ และอาจารย์ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เป็นต้น ได้ปรึกษาหารือกัน และเห็นร่วมกันในหลักการข้างต้น ทั้งวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและแนวทางในการระดมทุน

ที่ประชุมดังกล่าวได้เสนอให้รีบจัดการประชุม ในลักษณะสมัชชาในเดือนกรกฎาคม 2554 พร้อมๆ กันกับโอกาสที่จะมีการจัดงานประชุมสังคมวิทยาแห่งชาติ ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ (ขณะนี้เลื่อนเป็นเดือนตุลาคม) สมาคมฯ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และระดมความเห็นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการกำหนดมาตรฐานทางวิชาการเป็นประเด็นเร่งด่วนที่เรากำลังจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และผลกระทบดังกล่าวจะมีต่อเนื่องไปถึงบทบาทของความรู้ทางสังคมวิทยามานุษยวิทยาต่อสังคมไทย ในงานดังกล่าว (จัดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554) เราจึงเห็นร่วมกันว่าสมาคมฯ น่าที่จะเสนอบทวิพากษ์อนาคตทางการศึกษาของสังคมไทย พร้อมทั้งทบทวนการกำหนดมาตรฐานและการชี้วัดมาตรฐานการศึกษาและความรู้ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ทั้งนี้เพื่อที่สมาคมจะได้เริ่มงานสำคัญงานแรกอันได้แก่การกำหนดมาตรฐานการศึกษาทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบันด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยการกำหนดมาจากหน่วยงานรัฐหน่วยงานใด

อย่างไรก็ดี เนื่องจากโอกาสนี้เรามีนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาจำนวนมากมาประชุมกัน จึงเป็นโอกาสดีที่จะสามารถระดมความคิดเห็นได้ จึงขอชวนเชิญให้ท่านเขียนแสดงความเห็นเรื่องการจัดตั้งสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม ขอให้เขียนส่งให้ผู้จัด และเราจะได้นำความเห็นไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการร่างข้อบังคับและวางแนวทาง การทำงานของสมาคมฯต่อไป

ขอบคุณครับ.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *